สัตว์
เมื่อคืนไม่ได้ให้อาหารแมว (แมวบ้านเราพิการ เวลาให้อาหารต้องประคองตัวมันไปด้วย ไม่งั้นมันยืนกินเองไม่ได้) เพราะมัวแต่อ่านการ์ตูนที่ซื้อมาทั้งหมด 3 เล่มรวดเดียว แล้วผล็อยหลับไปที่โซฟา ทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ตื่นขึ้นมาตอนตีสอง ลุกมาปิดไฟ แล้วบอกแมวว่า ขอโทษที ติดไว้ก่อนแล้วกันนะ มันง่วงจริงๆ พรุ่งนี้เช้าจะให้กินเยอะๆ แล้วก็เดินขึ้นไปอาบน้ำและเข้านอน
รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในความฝันเสียแล้ว เป็นฝันที่บ้าบอและวุ่นวายมาก เราอยู่ที่ไหนจำไม่ได้ และด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างที่จำไม่ได้เหมือนกัน ทำให้เราต้องเอาแมวตัวหนึ่ง (จิตใต้สำนึกระบุว่าเป็นแมวที่บ้านนี่แหละ แต่หน้าตาอาจแตกต่างกัน) มาใส่ในอ่างเล็กๆ ที่มีน้ำอยู่เกือบเต็ม แล้วเราก็ฆ่ามันด้วยวิธีการโหดๆ สักอย่าง ซึ่งทำให้อวัยวะภายในของแมวค่อยๆ แตก แล้วแมวจะค่อยๆ ตายอย่างทรมาน ซึ่งในฝันเราจำเป็นต้องฆ่าแมวตัวนี้ เพื่อแลกกับการช่วยอะไรสักอย่าง แต่พอเราเห็นเครื่องในมันแตกดังโพละแล้วมันร้องอย่างทรมาน ความรู้สึกผิดก็เกิดขึ้นทันที และคิดตำหนิตัวเองที่ต้องเอาความเจ็บปวดของแมวมาแลกกับอะไรก็ไม่รู้ เราเลยหยิบวัตถุมีคมบางอย่างขึ้นมา แล้วทิ่มไปที่หัวใจของแมว เพื่อให้มันตายทันทีจะได้ไม่ทรมาน โดยที่ตอนจิ้มไป เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันตรงตำแหน่งหัวใจหรือเปล่า และกลัวว่าจะยิ่งทำให้มันทรมาน
เราวนเวียนอยู่กับความรู้สึกกลัว ปนสงสาร ปนรู้สึกผิด ปนสับสน อยู่นานระยะหนึ่ง ภาพสุดท้ายก่อนที่จะหลุดจากความฝันนั้นออกไปได้ ก็คือเรายกมือขึ้นพนมแล้วพูดกับแมวว่า….จำไม่ได้แล้วอะ -_-! มารู้ตัวอีกทีก็ตอนตื่น โดยยังมีความสยองของฝันค้างคาอยู่อย่างเลือนลาง แต่ก็โล่งใจว่า เราไม่ได้ฆ่าแมวตายโว่ย
—————————————————————————
—————————————————————————
—————————————————————————
ช่วงนี้ หมาบ้านตรงข้ามส่งเสียงคราญครางอีกแล้ว มันเคยเป็นมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เราและแม่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านนี้ใหม่ๆ ซึ่งพวกเราก็รับไม่ได้อย่างแรง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากทน กับบ่นกันเอง เพราะเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเขาก็ไม่เห็นจะว่าอะไรบ้านนั้น เหมือนจะทนกันได้ หรือไม่ก็คงรู้สึกดีกับเสียงของหมาดังกล่าวกันมั้ง (ประชด) ส่วนเจ้าของบ้านนั้นก็นานๆ จะเจอตัวที เลี้ยงหมาแบบปล่อยๆ ไม่ค่อยกลับบ้าน
จริงๆ ยังมีหมาอีกหลายตัวแถวบ้านเรา แต่มันก็เห่ากันเป็นปกติ เห่าบ้างหยุดบ้าง เพราะมันเป็นหมา มันก็ต้องเห่า แต่ไอ้ตัวนี้ ซึ่งเราตั้งฉายาให้มันว่า ไอ้เตี้ย เพราะเป็นหมาเตี้ยๆ ตันๆ หน้าตาขี้เหร่ (อคติ) มันเห่าไม่เหมือนหมาที่เราเคยเจอมา มันเล่นเห่าผสมครวญครางโหยหวนทั้งคืน โดยไม่เหน็ดเหนื่อย แต่มาช่วงหลังๆ มันเริ่มเงียบไปบ้าง ทำให้เราและแม่มีความสงบสุขขึ้น นอนหลับง่ายขึ้น และเริ่มตายใจ!
เมื่อคืนมันเอาอีกแล้ว ไอ้เตี้ยมันโหยหวนอีกแล้ววววววว โอวววววว ไอ้สาดดดดดดดดดดดด ไอ้ปากหมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
เราแค้นใจมากที่ทำอะไรไม่ได้ แถมต้องมาเป็นทุกข์ทั้งกายและใจเพราะมัน เรามั่นใจว่ามันต้องเป็นหมาโรคจิตวิปริตแน่นอน สายตาที่เรามองมันเต็มไปด้วยความหมั่นไส้ แต่ไม่ถึงกับเกลียดชัง (นั่นเกินไป) เราไม่เคยยิ้มใส่มัน ทำหน้าดุทุกครั้งที่เห็น บางทีเวลาเราเข้านอน มันหอนขึ้นมา เราก็ทำเสียงจุ๊ๆๆๆๆ แบบเวลาจิ้งจกทัก หรือครูดุนักเรียนให้เงียบๆ โต้ตอบกลับไป เพราะหมู่บ้านเราเงียบมาก มันต้องได้ยินแน่ๆ (รวมถึงบ้านอื่นด้วย) มันเห่า-เราจุ๊ มันเห่า-เราจุ๊ แต่มันก็ไม่เคยฟัง (กรอดดดดด)
จนมาวันนี้ วันที่เราเริ่มคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
หรือว่า…ไอ้เตี้ยมันอาจจะไม่ได้เป็นโรคจิต
มันอาจกำลังป่วยเป็นโรคอะไรอยู่ ที่ทำให้มันเจ็บปวดจนต้องร้องโหยหวนหรือเปล่งเสียงเห่าออกมา
ก็เลยลองสังเกตมันอย่างไม่มีอคติดู มองออกไปที่หน้าต่าง
เห็นมันหอนไปด้วยนอนไปด้วย
เออว่ะ มันต้องป่วยอยู่แน่ๆ อาจจะเป็นมะเร็งในช่องท้อง หรือปอดอักเสบ
ทันใดนั้น เราก็ย้ายความหมั่นไส้ผสมโกรธไปที่เจ้าของแทนไอ้เตี้ย ที่ไม่ยอมดูแลหมาตัวเอง และหันมาให้อภัยไอ้เตี้ย
ยอมทนทรมานได้ยินเสียงมันต่อไป
ดุมันน้อยลง เข้าใจมันมากขึ้น
เพราะถ้ามันเป็นโรคจริงๆ มันคงกำลังจะตายในไม่ช้า
ยอมฟังเสียงหมาที่กำลังจะตายโหยหวน
ดีกว่าทนฟังเสียงหมาโรคจิตเห่าจนเราทุกข์ใจตาย
![]()
รูปที่ค้างอยู่ในกล้อง
เจอรูปค้างอยู่ในกล้องดิจิตอล ที่ลบทิ้งไม่ลงมานาน แต่ก็ยังไม่มีเวลาจัดการกับมันสักที ขอใช้โอกาสช่วงรอยต่อของการปิดเล่มที่แล้วกับการทำเล่มใหม่นี้ มาบรรยายภาพให้เพื่อนๆ ฟัง จะได้ลบมันทิ้งอย่างสบายใจ
เริ่มจากเซ็ตแรก: ถ่ายตั้งแต่วันอาจารศิลป์แน่ะ ตั้งใจจะถ่ายบรรยากาศในงานเก็บไว้ดูเอง และเอาไว้ให้เพื่อนที่ไม่ได้ไปได้ดู–เผื่อได้ถ่ายหนุ่มๆ ที่เคยปิ๊งตอนสมัยสาวๆ กัน ปรากฏว่าฝนตกหนักมาก ซึ่งก็คาดการณ์ไว้แล้วแหละ แต่มันเกินจะรับไหว เลยไม่ได้ถ่ายอะไรเลย นอกจากรูปที่ตั้งใจเอาไว้เล่นมุขกับเพื่อนที่ไม่ได้ไปด้วย ทำเป็นว่างานนี้มันสนุกมาก เป็นช็อตแบบ before / after แกล้งเพื่อนให้มันเสียดายเล่น
Before: ก่อนมางาน เบื๊อเบื่อ

ถ่ายครั้งแรก เกือบผ่าน ไอ้อ้วนหลับตา
เทคสอง อิ๊บดูเบื่อได้สุดยอดมาก ส่วนติ๊กออกแนวเซ็กซี่ไปหน่อย แต่ถือว่าใช้ได้ (ฝนเริ่มลงเม็ด)
After: หลังมางาน สนุกมาก
เทคเดียวผ่าน! แต่หลังจากนั้นก็ยิ้มไม่ออก เพราะฝนตกลงมาอย่างคึกคะนอง
ต่อด้วยเซ็ตที่สอง:
ห้างไนติงเกล แถวๆ ดิโอลด์ เป็นห้างเก่าแก่และน่าจะมีสถานะเป็นพิพิธภัณฑ์มากกว่าเป็นห้างสรรพสินค้าจริงๆ เพราะวันนั้นหลงเข้าไปโดยบังเอิญ ของทุกอย่างเก่ามาก ฝุ่นเขลอะ พนักงานก็มีอายุ บรรยากาศย้อนยุค ห้องลองเสื้อผ้ามีพัดลมตัวเล็กๆ ตั้งอยู่ด้วย แต่ว่าไม่ได้นะเอ้า หยิบจับเสื้อผ้าหรือสินค้าอะไรขึ้นมานี่ แพงไม่ใช่เล่นนะจ๊ะ
ยกตัวอย่าง เราเจอเสื้อตัวนึง ดูวินเทจดี แต่เก่าเหมือนกัน ออกเหลืองนิดๆ ลองถามราคาว่าเท่าไหร่ คนขายหายไปนาน กลับมาอีกทีบอกว่า 800 เราทำท่าตกใจ เค้าบอกว่า อ้าว ของสวิสนะหนู เราก็นึกในใจ มันจะขายได้มั้ยเนี่ย ตั้งใจเก็บไว้นี่หว่า มองไปเห็นรองเท้าผ้าใบวินเทจสีขาว น่ารักดี แต่เหลืองอีกแล้ว คราวนี้เหลืองมากด้วย ทีนี้คู่มันเล็กมากจนเห็นได้ชัดว่าใส่ไม่ได้แน่ๆ เลยถามว่ามีคู่ใหญ่มั้ยคะ ป้าคนขายเชิดนิดๆ บอก ไม่มี! เราก็ตกใจอีก เหลืองขนาดนี้ มีคู่เดียวอีกตะหาก แล้วจะขายใครกันดีเนี่ย
เลยฉากออกมาจากตรงนั้น เปลี่ยนเป้าหมายเป็นเดินสำรวจ ดีกว่าจะมาหาซื้ออะไร แล้วก็เข้าไปสมทบเพื่อนที่ไปด้วยกัน มันตั้งใจไปซื้อลิปมันที่อ่านเจอจากในเน็ตว่าสรรพคุณดีนัก แต่มีขายที่ห้างไนติงเกลเท่านั้น เราเข้าไปดู กระปุกเล็กๆ ราคา 1200 เราตกใจอีกแล้ว คนขายบอก นี่จากอเมริกานะ (ของนอกอีกแล้ว) แต่เพื่อนบอกว่าน่าลองนะ เค้าลือกันว่าดี ด้วยความอยากสวยเลยหุ้นกับมันคนละครึ่งซื้อมาแบ่งกันใช้ดูก่อน เพราะปริมาณที่ได้ถึงแม้จะดูเล็ก แต่ก็น่าจะใช้ไปได้เป็นปี
สรุปแล้วก็เดินออกมาอย่างงงๆ เพราะนึกว่าหลุดเข้าไปอยู่ในเมืองแบบในหนังเรื่อง Pleasantville คือเหมือนคนในห้างยังไม่รู้ตัวว่าเวลาภายนอกเดินมาถึงพ.ศ.ไหนแล้ว ทุกคนในห้างยังคิดว่า ห้างไนติงเกลยังเป็นห้างชั้นนำทันสมัยอยู่ ตลกดี อยากให้อยู่อย่างนี้ไปนานๆ ว่างๆ ก็จะว่าแวะไปขำอีก
จบ.
love songs
วันนี้จะไปงานแต่งงานเพื่อนมัธยมปลาย เลยทำซีดีเพลงติดมือไปให้เจ้าบ่าวเพื่อนเราเสียหน่อย และเตรียมไปให้เจ้าสาวหมาดๆ ของเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่เป็นเพื่อนห้องเดียวกันกับเจ้าบ่าววันนี้ และแต่งงานโรงแรมเดียวกันห้องเดียวกันด้วย แต่อาทิตย์ที่แล้วเราติดงานเลยไม่ได้ไป ซึ่งน่าจะมาเจอกันหมดในงานคืนนี้ โอ๊ย งงเว้ย
และนี่คือคอลเล็คชั่นรวมเพลงเลิฟๆ ของเราที่ทำขึ้นในวันที่เหน็ดเหนื่อยกับงาน (และความรักด้วย) มันเลยออกมาโทนเศร้าๆ เนิบๆ แฮะ (เลยเอาเพลงป๊อปชาวไทยมาแก้เลี่ยนสลับไปด้วย) อ้าว แต่ความหมายดีทุกเพลงนะคะ ขอบอก
เรียงตามเพลงในแผ่นเลยดังนี้
- first day of my life – bright eyes
- minute of Love – armchair
- better together – jack johnson
- ขอบคุณ – ครับ
- and then you kissed me – the cardigans
- the wild ones – suede
- fade into you – mazzy star
- i melt with you – marc collin
- ขอ – พาราด็อกซ์
- heartbeat – tahiti 80
- i’d rather dance with you – kings of convenience
- พรหมลิขิต – โยคีเพลย์บอย
- thank you – the redwalls
- to love somebody – billy corgan
- do you realize? – the postal service remix
- krafty – new order
- la la (means i love you) – the delfonics
- you make me feel brandnew – the stylistic
- the book of love – the magnetic fields
- somebody – depeche mode
ปล. แย่แล้นๆๆๆๆ ยังไม่รู้จะแต่งตัวยังดีเลย
![]()
ignorance is bliss!
(^_^) says: มึง
(^_^) says: กูตกหลุมรักผู้ชายอีกแล้วว่ะ
-_- says: ใคร
-_- says: บอกมา
(^_^) says: ก็ไม่เชิงตกหลุมรักหรอก เป็นแนวคุยกันในเอ็มแล้วสนุกดี แล้วติดน่ะ อยากคุยบ่อยๆ
(^_^) says: ไม่หล่อนะ
-_- says: อ่อ แต่ถ้าเป็นคนดี หน้าตาก็ไม่เกี่ยวว่ะ
(^_^) says: ไม่รู้คนดีหรือเปล่า อาจมีแฟนแล้วด้วยซ้ำ
-_- says: มีแฟนยังอ่ะ
(^_^) says: ฮ๋าๆๆ ไม่รู้ว่ะ ไม่เคยถามเลย อันที่จริง ไม่เคยคุยกันแนวเลิฟๆ จีบๆ หรอกนะ แค่หยอกกันไปหยอกกันมา วะๆ โว้ยๆ
(^_^) says: กูก็ไม่รู้ตัวหรอกว่ากูชอบเค้า แต่เวลาคุยเอ็มกันแล้วกูใจเต้นตึ้กๆ ว่ะ แบบว่า นั่งยิ้มอยู่หน้าจอ
-_- says: 55
-_- says: เด่วก็ชิน
-_- says: กูก็เป็นกับพี่***
-_- says: แต่ตอนนี้หายแล้ว
-_- says: เพราะว่าเค้ามีแฟนแล้ว
(^_^) says: อืมมมมมม
(^_^) says: เพื่อนเข้าใจเพื่อน
-_- says: แต่เก็ทอารมณ์แก
(^_^) says: เออ กูเลยรู้สึกว่า กูแม่งมักจะตกหลุมรักง่ายทางเน็ตว่ะ อย่างไอ้ลิม กูก็เลิฟมันมากเพราะคุยทางเอ็มนี่แหละ
-_- says: อ่อ
(^_^) says: กูแม่งติดเน็ต
-_- says: เออ ระวังเหมือนไอ่***นะเว้ย
-_- says: แสดงว่ามึงหลงคารม มากกว่าะไร
(^_^) says: อืมๆๆ แต่กูก็มีชีวิตด้านอื่นเว่ยมึง
-_- says: 55555
(^_^) says: เออ สงสัย
-_- says: หน้าตา นิสัย ไม่เกี่ยง ขอคารมเป็นต่อ
(^_^) says: นิสัยกับคารมนี่เหมือนกันมั้ยวะ
-_- says: ไม่ใกล้เคียงเลยเพื่อนเอ้ย
(^_^) says: แต่กูขอเลยนะ หน้าเหี้ยมหน้าหล่อยังไงก็เหอะ อย่าเจ้าชู้ กูเครียด เพราะกูแม่งไม่มั่นใจในตัวเองมากเลยว่ะ กูมาคิดนะ กูว่ากูอยากมีความรักเพราะอยากเสริมความมั่นใจให้ตัวเองว่ะ
(^_^) says: ไม่ใช่เพราะตัวรัก itself
(^_^) says: คือถ้ากูมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้ (เยอะๆ เลย) นะ กูคงอยากอยู่คนเดียวมากกว่า
(^_^) says: กูชอบคิดว่าตัวเองไม่ดี
(^_^) says: พอมีคนมาทำให้กูรู้สึกว่า กูก็มีดี กูเลยเลิฟ
-_- says: อ่อ
-_- says: เข้าใจล่ะ
-_- says: แล้วไมถึงไม่มั่นใจ ในตัวเองอ่ะ
(^_^) says: กูก็เพิ่งมาเข้าใจตัวเองไม่นานมานี้เอง ฮ่ะๆ
(^_^) says: ไม่มั่นใจในรูปร่างหน้าตาน่ะ
(^_^) says: ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
-_- says: ไม่หรอก
-_- says: ไม่เห้นต้องคิดว่าตัวเองสวยนิ
-_- says: กูไม่เคยคิดว่าตัวเองสวยเลย ก็หน้าตาอย่างนี้ จะทำไม
-_- says: ไรงี้
(^_^) says: แต่มึงขาวน่ารักไง ผู้ชายชอบขาวๆ
-_- says: แค่ขาวเนี่ยนะ
(^_^) says: กูดำ ขาไม่สวย ตูดลาย หน้าสิว หน้าไม่สวย
-_- says: มึงไม่ได้ดำซะหน่อย
(^_^) says: เห็นปะ กูแม่งเห็นแต่ข้อไม่ดีของตัวเอง
(^_^) says: ซึ่งจริงๆ แล้ว กูไม่ควรคิด
-_- says: กูตาตี่ หัวหลิ่ม หน้าาบาน พุงอ้วน ชอบตด ปากเหม็น เห็นมะ กูก็มี
(^_^) says: เออ กูเข้าใจๆๆ (ชอบตด ปากเหม็นกูก็เป็นนะ)
(^_^) says: แต่กูอดคิดของตัวเองไม่ได้ไงมึง
-_- says: ถ้าคิดหมดนั้นนะ ก็เครียดเปล่า เพื่อน
-_- says: แล้วคนอื่นไม่มีข้อเสียหรือไง
-_- says: มีทุกคนแหล่ะ
(^_^) says: เออ กูรู้ คนเรามันก็มีข้อเสียใช่มะ แต่มันเหมือนเป็นต่อมหมวกไตในร่างกายกู ที่กดความคิดนี้กูอยู่ลึกๆ กูมักจะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองไปโดยอัตโนมัติ
(^_^) says: ไม่ดีเลยว่ะ พยายามแก้ไขอยู่
-_- says: 55
-_- says: อยู่ที่ตัวมึง คนเดียว
-_- says: แค่จะบอกว่าทุกคนก็มีแหล่ะ
(^_^) says: อืม
-_- says: แต่อยู่ที่ว่าคนนั้น จะคิดมากป่าว
(^_^) says: ใช่
(^_^) says: มีพี่นักข่าวคนนึง หน้าตาไม่ดีเลยนะ แต่พูดจาดี ทำงานเก่ง วันก่อนเห็นเดินจับมือกับแฟนที่งานแฟต แฟนแม่งขาวตี๋ใส่แว่น ดูดีเชียว
(^_^) says: กูก็แม่ง ทำไมกูถึงไม่มั่นใจในตัวเองอย่างเค้าวะ แสดงคุณค่าจากภายในออกมา
-_- says: เอ้ย คิดมากไป
-_- says: แค่ทำตัวปกติ ไม่คิดถึงข้อด้อยก็เซวขึ้นเยอะแล้ว
-_- says: ไม่ต้องหาข้อดีมาแสดง
-_- says: เป็นตัวของตัวเอง ก็คือตัวเอง นั่นแหล่ะ
-_- says: ไม่ต้องคิดจะหาคุณค่าภายในไรออกมาหรอก
-_- says: เพราะกูไม่เคยหาคุณค่าไรออกมาเลย แค่เป็นตัวของตัวเอง อะไรก็ออกมาหมด
-_- says: คิดว่าไอติมรสนี้อร่อย ก็อร่อย ไม่ใช่คนอื่นว่าอร่อยก็ต้องอร่อย
(^_^) says: อืม
(^_^) says: กูอยากโตเป็นผู้หญิงอายุสามสิบ ที่มั่นใจในตัวเอง และรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
-_- says: มึงเป็นแล้ว
(^_^) says: ยัง กูยีบแปด
-_- says: …
(^_^) says: …
เนื้อเพลง
ช่วงนี้มีคนพูดหลายคนเหลือเกินว่า การทำเพลงมันไม่มีอะไรใหม่แล้ว (อันนี้เราขอจำกัดวงอยู่ที่ เพลงไทย อย่างเดียวนะ) ทุกอย่างมีคนเคยคิดเคยทำไว้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะแนวไหน มันก็วนกลับไปกลับมาสู่รากไม่กี่อย่าง เป็นการพูดในสำเนียงท้อนิดๆ ปลงหน่อยๆ
เรามาลองคิดๆๆๆๆ ดู ตอนแรกก็ เออ จริงว่ะ
แต่พอคิดๆๆๆๆๆ คิดไปคิดมา เฮ้ย! ไม่ใช่ว่ะ ยังคิดอย่างนั้นไม่ได้ มันยังมีอะไรให้คิดใหม่ได้อีกนี่หว่า มันคือ ‘เนื้อร้อง’ ไง
ลองสมมุติย้อนไปนะ สิบปีที่แล้ว พัฒนาการของการทำดนตรีเทียบกับในวันนี้ ต้องยอมรับว่า สมัยนี้คนเก่งๆ กันขึ้นมาก เล่นดนตรีทักษะแน่นปึ้ก มีดนตรีแนวโน้นแนวนี้ออกมาแปลกๆ ใหม่ๆ หลากหลายมาก ผ่านยุคบูมตู้มต้ามมาไม่รู้กี่รอบ
แต่เมื่อเทียบการพัฒนาในแง่เนื้อเพลง การเขียนเนื้อภาษาไทยนี่แหละ เรากลับรู้สึกว่า เห็นการพัฒนาในระดับต่ำมาก สมมุติว่า วงดนตรีมีร้อยวง วงที่เล่นเก่งมี 80 ในร้อย แต่วงที่เขียนเนื้อได้ดี อาจจะมีแค่ 10 ในร้อยเท่านั้น
ซึ่งเราเข้าใจเลยว่ามันยาก การเขียนเนื้อภาษาไทยให้ออกมาสละสลวยเข้ากับเนื้อเพลง มันเป็นเรื่องยากมาก
แต่เราว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าจะพัฒนาไปควบคู่กับทักษะการเล่นดนตรีด้วย
มันยังมีอะไรให้คิดใหม่ทำใหม่ได้อีกเยอะในแง่การใช้ภาษาไทย
มีอุปสรรคด้านภาษาอีกเยอะที่น่าท้าทายให้ข้ามผ่านไปให้ได้
ลองสังเกตดู เราว่าช่วงนี้ก็เริ่มมีหลายๆ วงที่พยายามลองแต่งเพลงด้วยการใช้ภาษาที่แปลกขึ้นออกมา แต่ส่วนใหญ่ยังฟังแล้วอิหลักอิเหลื่อ ถ้าไม่แปลกเกินไป ก็ตลาดเกินไป อะไรทำนองนี้ เช่น เพลงเรือรบๆ อะไรเนี่ย
ดังนั้น เราจึงมักทึ่งและชื่นชมวงดนตรีที่เขียนเนื้อเพลงออกมาได้ดีอย่างมาก จะให้คะแนนพิศวาสเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าดนตรีดีเข้าไปอีก ยิ่งกรี๊ด เนื้อเพลงดีๆ มันทำให้คุณค่าของเพลงเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และเพิ่มอายุให้กับเพลงไห้ยาวนานขึ้น เพราะโดยส่วนตัว เรามักจะเลือกหยิบเพลงสักเพลงมาเปิดฟังด้วยเงื่อนไขของการอยากได้ยินเนื้อเพลง พอๆ กับ (หรืออาจมากกว่า)การเลือกหยิบมาฟังเพราะเรื่องดนตรีและทำนอง
อยากเห็นวงดนตรีร่วมสมัยของไทย ลองเพลาๆ เรื่องลูกเล่นด้านดนตรีลงบ้าง และหันมาใส่ใจกับการเขียนเนื้อที่เหนือชั้นมากขึ้น
จะรอฟังเพลงเพราะๆ จี๊ดๆ ด้วยเนื้อเพลงภาษาไทยนี่แหละ(ปกติจะพึ่งพาเพลงฝรั่งที่แม่งแต่งเพลงโดนๆ ออกมาเยอะมากจนน่าหมั่นไส้) หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง อีกสิบปีข้างหน้า การเขียนเนื้อเพลงดีถือเป็นเรื่องธรรมดา และมีเพลงเพราะๆ อยู่ในท้องตลาดมากมาย
แล้วถ้าวันนั้นจะมาบ่นกันเรื่องขาดแคลนสิ่งใหม่ๆ ก็ค่อยว่ากันอีกที
ข้อสังเกตสำหรับการสืบไขคดีปริศนา #2
- คนที่มีสัตว์เลี้ยง ไม่สามารถจากบ้านไปค้างอ้างแรมที่อื่นได้หลายวัน
- ไม่ว่าจะยากดีมีจนรวย เท่ หล่อ สวย น่ารักขนาดไหน แต่ทุกคนต้อง ซักกางเกงใน ในชีวิตประจำวัน
คิดได้แค่นี้เอง แต่เขียนไว้ก่อน เดี๋ยวลืม
the most amazing sculpture!
Strandbeest คือ
ประติมากรรมมีชีวิต
เคลื่อนที่ด้วยตัวเอง
โดยใช้ ‘ลม’
ผลงานของศิลปิน Theo Jansen
(ในเว็บ YouTube มีภาพเคลื่อนไหวของ Strandbeest และผลงานอื่นๆ ของ Theo Jansen อยู่อีกหลายชิ้น แต่วิดิโอชิ้นนี้เป็นผลงานโฆษณาของแบรนด์ BMW ภาพเลยออกมาสวย และทำให้เจ้า Strandbeest ดูขลังขึ้นมากเมื่อโดนลมทะเลพัดไปมา)
การไปเจองานชิ้นนี้โดยบังเอิญ ทำให้ได้รู้ว่า
มีศิลปินที่กำลังสร้างผลงานประติมากรรมประเภทนี้อยู่มิใช่น้อยเลย
จ๊าบบบบบบบบบบบบ
เพิ่มเติม: ดูหน้าตาท่าทางของ Strandbeest แล้วทำให้นึกถึงเว็บ www.sodaplay.com ที่เคยเข้าไปเล่นเมื่อสองสามปีมาแล้ว (และหยิบเอามาทำเว็บรีวิวในจีเอ็มพลัสฉบับแรกของชีวิตด้วย เพราะเป็นเว็บแรกที่นึกออก) เมื่อก่อนเข้าไปเล่นเกือบทุกวัน เล่นมั่วๆ โดยไม่มีทฤษฎีความรู้อะไรทั้งนั้น ซึ่งก็เพลินดี แต่ถ้าใครเก่งฟิสิกส์ คำนวณ เล่นแล้วคงจะสนุกมากขึ้น ลองเข้าไปสร้างผลงานของตัวเองได้ที่ www.sodaplay.com/constructor/player.htm แล้วมาเล่าให้ฟังด้วยนะคะว่าเป็นไง
november2006
ผมเคยผ่านรักที่ผิดหวัง เศร้า ปวดร้าว
ผมเคยผ่านรักที่สุข สนุก หัวเราะ ชื่นใจ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เพลงของผมมีความหมาย
ทำให้เสียงกีตาร์เปล่งอย่างมีพลัง
ทำให้เสียงร้องนั้นมั่นใจ
ประสบการณ์ทำให้ผมเปลี่ยนแปลง
ความรักทำให้ผมค้นพบ
บทเรียนของชีวิตทำให้ชีวิตได้เรียนรู้
ชีวิตมีความหมายเพราะได้เรียนรู้
ผมจึงบันทึกบทเพลงของตัวเอง
ผมใส่คอร์ด สร้างทำนองด้วยอดีต
อดีตที่ทำให้พร้อมจะเรียนรู้อนาคตต่อไป
…
…
…



